แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

การดุแลสุขภาพช่องปากเด็กทารก

นมแม่ เป็นอาหารธรรมชาติที่วิเศษที่สุดสำหรับเด็กทารก เพราะว่ามีคุณค่าทางอาหาร ย่อยง่าย มีภูมิคุ้นกันโรค ไม่ต้องเตรียม สะอาด และ
สะดวก คุณแม่จึงควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างน้อย ๆ 3-4 เดือน ตลอดจนทำให้เกิดฝาขาวในปากน้อยกว่าการเลี้ยงลูกด้วยนมขวด แต่หาก
จำเป็นต้องเลี้ยงด้วยนมขวดควรปฏิบัติ ดังนี้
     1. ให้ทารกดูดน้ำตามหลังการดูดนมขวดเพื่อชะล้างคราบนมที่ตกค้างในปาก การเกิดฝ้าขาวในปากจะลดลง
     2. ไม่ปล่อยให้เด็กหลับคาขวดนม เพราะจะทำให้เกิดปัญหาฟันผุลุกลามอย่างรวดเร็ว เมื่อเด็กกินนมจนอิ่มแล้ว ควรให้เด็กเรอแล้วกล่อม
เด็กให้หลับแทนการดูดนมจากขวด
     3. การป้องกันการกลืนที่ผิดปกติ ควรอุ้มเด็กให้ตั้งขึ้นในเวลาที่กินนมขวด คล้ายกับผู้ใหญ่นั่งกินข้าว แต่ว่าเอนกว่าเล็กน้อย โดยคุณแม่หรือ
ว่าพี่เลี้ยงช่วยถือขวดนม เด็กจะสามารถใช้กล้ามเนื้อในช่องในการกลืนได้อย่างถูกต้องมากกว่าการนอนดูดนม
     4. เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้แล้ว อายุประมาณ 4-5 เดือน ควรเริ่มการฝึกให้ดื่มนมจากถ้วยเพื่อเป็นการฝึกให้เด็กกินนมแต่ละมื้อ การดูแลความสะ
อาดช่องปากของทารก ควรเริ่มเมื่ออายุได้ประมาณ 4 เดือน เพื่อเป็นการทำให้เด็กปากสะอาด ไม่เกิดเชื้อรา ทำให้เด็กเคยชินกับการมี
สิ่งของเข้าปาก ซึ่งจะช่วยให้เด็กยอมรับการแปรงสีได้ง่าย เมื่อถึงเวลาที่ต้องแปรงฟันโดยการใช้ผ้านุ่มสะอาดพันปลายนิ้วชุบน้ำสะอาดเช็ด
เหงือกและฟันเช้า-เย็น และเริ่มแปรงฟันให้เด็กเมื่อมีฟันกรามน้ำนมขึ้น คือ ประมาณขวบครึ่ง โดยการใช้แปรงสีฟันที่มีขนอ่อนนุ่มแปรงฟัน
โดยยังไม่ต้องใช้ยาสีฟัน การแปรงจะช่วยกำจัดเศษอาหารที่ตกค้างตามร่องฟันได้ดีกว่าการใช้ผ้าเช็ดฟัน

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เด็กซนคือเด็กฉลาด

เด็กซนคือเด็กฉลาด?

ประโยคคุ้นหูสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กซนก็คือ เด็กซนคือเด็กฉลาด...

ซึ่งก็เป็นประโยคปลอบใจดีๆ นี่เอง

เพราะสำหรับแม่แล้ว เด็กฉลาดก็คือเด็กฉลาด เด็กซนก็คือเด็กซน ไม่มีส่วนใด ๆ เกี่ยวข้องกันเลย

อย่างเอื้อนี่ซนขนาดที่ตอนนี้ฟันหน้าบิ่นไปเรียบร้อยแล้ว

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหัวโน หัวปูด

อ่ะ ๆ ๆ แต่สำหรับแฟนนานุแฟน ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องเอื้อจะเสียโฉมนะ เพราะฟันน้ำนมนี่ซี่เล็กมาก บิ่นนิดหน่อย ไม่สังเกตดี ๆ ไม่เห็นแน่นอน

แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับแม่เลย เพราะแคลเซียมที่เคลือบฟันตรงที่บิ่นหลุดออกไปแล้ว เหลือแต่เนื้อฟัน ซึ่งจะทำให้ฟันพุได้ง่าย แม่คงต้องดูแลเรื่องฟันให้เอื้อมากเป็นพิเศษ

กลับมาประโยค สร้างขวัญกำลังใจของแม่อีกซักหน่อย

การที่ปลอบใจกันว่า เด็กซนคือเด็กฉลาดนั้นก็พอมีความจริงอยู่แค่ว่า เด็กซนอาจจะเป็นเด็กฉลาดก็ได้ แต่เด็กฉลาดอาจจะไม่ซนก็ได้เหมือนกัน

ส่วนเอื้อนั้นจะฉลาด หรือไม่ ทั้งพ่อ และแม่เห็นตรงกันว่าไม่ใช่ประเด็นเลย เพราะสิ่งที่ แม่คิดว่าสำคัญกว่าความฉลาด คือความมีปัญญาตางหาก

แล้วความฉลาดกับปัญญาต่างกันตรงไหน

ต่างกันตรงที่ คนฉลาดสามารถแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์แบบเทพได้ (โค ตะ ระ ยาก) โดยใช้เวลานิดเดียว

ส่วนคนมีปัญญา จะเห็นว่าการที่เราจะแก้โจทย์แบบนี้ได้ก็ต้องอาศัยความเพียร (อิทธิบาท 4 นะลูกนะ)

นี่ล่ะเด็กซนของแม่...

เด็กซนคือเด็กป่วยหรือ.....?